การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership; PPP)
กระบวนการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ในประเทศไทยปัจจุบัน เป็นไปตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีความรัดกุม แต่มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน โดยภาพรวมแบ่งขั้นตอนออกเป็น 4 ระยะหลัก ดังนี้
1. ระยะการจัดทำและเสนอโครงการ (Project Preparation)
เป็นช่วงที่ “หน่วยงานเจ้าของโครงการ” ต้องวิเคราะห์ให้เห็นว่าโครงการมีความคุ้มค่า และมีเอกชนแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนด้วย
- การศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study): ศึกษาทั้งด้านเทคนิค กฎหมาย สิ่งแวดล้อม (EIA) และความคุ้มค่าทางการเงิน (Project IRRs)
- การทำ Market Sounding: การรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน จัดทำเงื่อนไขการร่วมลงทุนที่เหมาะสม
- การเสนอขออนุมัติ: ต้องผ่านการพิจารณาจาก กระทรวงต้นสังกัด -> สคร. (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) -> คณะกรรมการนโยบาย PPP ->
คณะรัฐมนตรี (ครม.)
2. ระยะการคัดเลือกเอกชน (Selection Process)
เมื่อโครงการผ่านการอนุมัติจาก ครม. แล้ว จะเข้าสู่กระบวนการจัดหา “เอกชนคู่สัญญา”
- การแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือก (ตามมาตรา 36): ประกอบด้วยตัวแทนจากหลายหน่วยงานเพื่อความโปร่งใส
- การจัดทำร่าง RFP (Request for Proposal): ร่างเอกสารเชิญชวนและร่างสัญญา ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานอัยการสูงสุด
- การคัดเลือกเอกชน (Bidding): เอกชนยื่นข้อเสนอทั้งด้านเทคนิคและด้านผลตอบแทน/การขอรับการสนับสนุนจากรัฐ
- การเจรจาและสรุปผล: คณะกรรมการฯ เจรจากับผู้ชนะที่ให้เงื่อนไขดีที่สุด และส่งร่างสัญญาให้อัยการสูงสุดตรวจสอบอีกครั้งก่อนเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติลงนาม
3. ระยะการจัดทำสัญญาและเริ่มโครงการ (Contract Signing & Implementation)
- การลงนามสัญญา: ระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน
- การจัดหาเงินทุน เอกชนต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินมาลงทุนได้จริงตามแผน
4. ระยะการกำกับดูแลและบริหารสัญญา (Monitoring & Supervision)
เป็นช่วงที่ยาวที่สุด (20-50 ปี) และมีความซับซ้อนในการบริหารความสัมพันธ์
- คณะกรรมการกำกับดูแล (ตามมาตรา 43): ทำหน้าที่ติดตามผลงานของเอกชนให้เป็นไปตาม KPI ที่กำหนดในสัญญา
- การบริหารจัดการผลประโยชน์: การแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) หรือการจ่ายค่าตอบแทนให้เอกชน (Availability Payment)
- การแก้ไขปัญหา/ข้อพิพาท: หากมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะเศรษฐกิจหรือเหตุสุดวิสัย อาจต้องมีการเจรจาแก้ไขสัญญา ซึ่งมีกระบวนการที่เข้มงวดมาก

ทำไม PPP ถึง “ซับซ้อน”? (Key Complexities)
1.ความเสี่ยงระยะยาว (Long-term Risk Allocation):
การคาดการณ์ความเป็นไปได้ล่วงหน้าในระยะยาว 20-30-50 ปีเป็นเรื่องยาก เช่น ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้า หรือเทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนแปลง (Disruption)
2.การวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Modeling):
ต้องประเมินอย่างละเอียดว่ารัฐควรสนับสนุนเงินเท่าไหร่ (VFM – Value for Money) เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้โดยที่รัฐไม่เสียเปรียบ
3.ข้อกฎหมายที่ซ้อนทับ:
นอกจาก พ.ร.บ. PPP แล้ว ยังมีกฎหมายที่ดิน กฎหมายสิ่งแวดล้อม และระเบียบงบประมาณที่ต้องประสานงานกันให้ลงตัว
4.ความโปร่งใสและการตรวจสอบ:
เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ มักถูกตรวจสอบเข้มงวดจาก ป.ป.ช. และ สตง. ทำให้กระบวนการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐต้องมีหลักฐานชัดเจนทุกขั้นตอน

